ภาคที่แล้วเกรื่นนำไว้ครับภาคนี้มาต่อในเรื่องของการทำ ว่านิยมทำแบบไหนกันบ้างในเรื่องของการทำ integration
เทคนิคการทำ Integration นั้นเบื้องต้นสามารถแบ่งได้ดังนี้
Information Portal

ในแง่ของการเข้าถึงข้อมูล ผู้ใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ส่วนมากแล้ว ต้องทำงานหรือใช้ข้อมูลจากหลายๆระบบเพื่อให้บรรลุจุดหมายหรือตอบคำถามหนึ่งอย่างเช่น การตรวจสอบสถานะของออร์เดอร์จาก Mainframe หรือดึงข้อมูลลูกค้าออกมาจาก CRM เพื่อตอบคำถามลูกค้าผ่านระบบ Call Centre ผ่านเวบ การทำงานแบบนี้ทำให้ผู้ใช้จำเป็นต้องเปิดโปรแกรมไว้อย่างต่ำสามตัวเพื่อทำงานหนึ่งงาน และต้อง login ค้างไว้ทั้งสามระบบ ปัญหานี้สามารถแก้ได้ด้วยการใช้ Information portal ซึ่งจะดึงข้อมูลจากระบบต่างมาไว้ที่หน้า portal เพียงที่เดียวโดยผู้ใช้สามารถทำงานที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ได้ โดยไม่ต้องเปิดระบบหลายๆระบบ
โดยปกติแล้วการแสดงผลในหน้าจอ portal จะถูกแสดงออกมาในรูปแบบของ หน้าต่าวย่อย โดยที่แต่ละหน้าต่างย่อยก็คือหนึ่งระบบและระบบเหล่านั้นสามารถสื่อสารข้อมูลถึงกันได้โดยตรงเช่น ในกรณีที่เลือก custerA ที่หน้าต่างย่อย A จะส่งผลให้หน้าต่างย่อย B ดึงรายละเอียด order ออกมาจาก mainframe ได้ทันดี
Data Replication

ยังเป็นเรื่องของข้อมูลแต่เป็นข้อมูลที่หลายๆระบบจำเป็นต้องใช้ร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่นข้อมูลทั้งหลายที่เกี่ยวกับลูกค้านั้นอาจมีหลายระบบที่ต้องใช้งานเช่น Customer Care (เอาไว้ใช้เก็บข้อมูลหลัก และเป็นเจ้าของข้อมูลต้นทาง), Accounting (เอาไว้คำนวณภาษี), Logistic (ส่งสินค้า), Billing (ส่งใบแจ้งหนี้) ดังนั้นแต่ละระบบเหล่านี้จะมีที่เก็บข้อมูลเป็นของตัวเองในส่วนของข้อมูลลูกค้า และเมื่อใดก็ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ข้อมูลต้นทาง ทุกระบบจะต้องได้รับข้อมูลที่ถูกแก้ไขนั้น โดยเทคนิคที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้คือการทำ Data Replication ซึ่งเทคนิคการทำ Replication มีหลากหลายวิธีมากๆเช่น เราอาจใช้เครื่องมือการทำ replication ที่มีมาจากเจ้าของระบบฐานข้อมูล หรืออาจจะใช้วิธีการส่งผ่านไฟล์ข้ามระหว่างระบบเพื่อทำการ re-import หรือแม้กระทั่งใช้ Message-Oriented Middleware เข้ามาช่วยในการส่งข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงนั้น
Shared Business Function

นอกจากเรื่องของข้อมูลที่ใช้ร่วมกันแล้ว ใน Enterprise นั้นถ้าเราเจาะลงไปจะพบว่ามีระบบที่ต้องใช้ common function เหมือนกันหลายระบบเยอะมากเช่น ระบบการตรวจสอบความถูกต้องของหมายเลขประกันสังคมซึ่งเราสามารถเปลี่ยนฟังก์ชั่นนี้กลายเป็น service ที่เปิดให้คนอื่นเข้ามาใช้งานได้ ด้วยเทคนิคต่างๆมากมาย ซึ่งการทำการแชร์ฟังก์ชั่นการใช้งานนี้ดูเผินๆอาจเหมือนกับการทำ Replication ยกตัวอย่างเช่นหน่วยงานที่เป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้าอาจเตรียมฟังก์ชั่นหรือเซอร์วิส “Get Customer Address” ไว้ให้คนที่ต้องการใช้งานแทนที่จะทำการคัดลอกข้อมูลทั้งหมดไปไว้อีกระบบหนึ่ง ซึ่งปัจจัยที่เราจะต้องพิจรณาว่าเราควรใช้แบบใดระหว่างสองแบบนี้ ยกตัวอย่างเช่นจำนวน control ที่เราต้องมีในระบบ (เนื่องจาก business function share มีความเสี่ยงมากกว่าในแง่ของความปลอดภัย) หรือความถี่ของการเปลี่ยนแปลงของข้อมูล ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงบ่อยวิธีการ replication ก็จะเสียเปรียบกว่าในมุมนี้
Service-Oriented Architecture

การทำ share business functions นั้นเราสามารถมองฟังก์ชั่นนั้นๆที่ถูก share ให้เป็น service ได้ซึ่งจริงๆแล้ว service ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ซับซ้อนเพราะมันก็เป็นแค่ฟังก์ชั่นที่ถูกเตรียมการไว้เป็นอย่างดีมีมาตรฐานในการเรียกใช้งาน โดยที่เซอร์วิสนี้จะถูกเปิดให้ระบบหรือคนที่ต้องการใช้ เข้ามาใช้งานได้และตัวเซอร์วิสเองจะตอบสนองกับทุกๆคนที่เรียกใช้งานได้อย่างถูกต้อง และเมื่อ Enterprise ทั้งหลายได้เตรียมเซอร์วิสไว้เป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อย จึงทำให้การบริหารจัดการเซอร์วิสเหล่านี้เป็นเรื่องยากมากขึ้นเนื่องจากต้องมีตัวจัดการ services directory (discovery) และนอกจากนี้ยังต้องเตรียมมาตรฐานในการเรียกใช้งานแต่ละเซอร์วิส (negotiation) ไว้อีกด้วย ทำให้บริการ discovery&negotiation กลายมาเป็นหัวใจหลักของ Service-Oriented Architecture
Service-oriented architectures (SOAs) ยังเป็นเรื่องที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่ามันเป็น integration หรือ distribution กันแน่เนื่องจากเราสามารถสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่ขึ้นมาบนเซอร์วิสเดิมๆที่ทีอยู่ได้ และ การเรียกใช้ฟังก์ชั่นข้ามระบบเพื่อสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่นั้น กลับถือเป็นเรื่องของการทำ integration เสียอย่างนั้น และตัว SOA เองก็ได้ตระเตรียมวิธีการหรือกระบวนในการเรียกใช้ service ต่างๆที่อยู่นอกระบบให้ง่ายเหมือนกับการเรียกใช้ฟังก์ชั่นในเครื่อง Local ทำให้ในบางกรณีเราสามารถเรียก SOA ได้ว่าเป็น Service Bus Architectures
Distributed Business Process

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือในแง่ของการทำ Business Operation หนึ่งอย่างนั้นเราจำเป็นต้องคุม transaction ให้ดีๆเพราะหนึ่ง operation นั้นอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบมากถึงหกถึงเจ็ดระบบ ซึ่งถ้าเกิดข้ดผิดพลาดขึ้นมาในระบบใดระบบหนึ่ง เราต้องแน่ใจว่าจะไม่เกิดความเสียหายกับ Business Operation นั้นๆ.และอีกเช่นเคยเราไม่สามารถแบ่งแยกชัดเจนได้ระหว่า SOA กับ Distributed Business
Business-to-Business Integration

ที่ผ่านมาทุกข้อนั้นเป็นการ integrate ระหว่างระบบที่อยู่ภายใต้ enterprise เดียวกันแต่ในการทำธุรกรรมทางการค้านั้นระบบย่อมต้องมีการเชื่อมต่อกับ Enterprise อื่นๆด้วยเช่นกัน ซึ่งเราก็สามารถนำเอาเทคนิค สี่ข้อที่ได้พูดถึงไปแล้วมาประยุกต์ใช้กับการเชื่อมต่อแบบ Business-to-Business ได้ด้วยเช่นกันแต่อาจจะต้องมีข้อควรระวังอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นความปลอดภัยของช่องทางการสือสารระหว่าง Enterprise นั้นๆหรือแม้แต่มาตรฐานของรูปแบบของการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเป็นต้น
